ชะโดคืนชีพ Giant Snakehead Fish shall return —-Part One

Posted on 01.04.08 9:54AM under fishing relax, knowledge

 aa      picture-0690.jpg        018.jpg

เมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา ผมกับพรรคพวกรุ่นเก๋าทั้งหลายได้นัดแนะกันเพื่อไปตกปลากันที่รีสอร์ทส่วนตัวแห่งหนึ่งที่จังหวัดราชบุรี ระหว่างที่นั่งตกปลาก็คุยกันไปเรื่อย  จนมีพี่อาวุโสคนหนึ่งแนะนำมาว่า ในเมื่อพวกเราชอบตีเหยื่อปลอม ก็น่าจะหาปลาล่าเหยื่ออย่าง ปลาชะโด มาปล่อยซะเลย  ที่เลือกปลาชะโดก็มาจากการลงความเห็นกันหลายเสียงว่า เลี้ยงง่าย โตเร็ว ไม่ต้องดูแลมาก แถมยังมีลูกปลานิลค้างบ่ออีก แล้วที่นี่เป็นบ่อระบบปิด เรื่องระบบนิเวศน์อย่างที่ใครๆพากันเป็นห่วงแทนไม่น่าจะมีปัญหา  โครงการหาลูกปลาชะโดจึงเริ่มขึ้น  

บทความ ที่เขียนถึง ADDY ถูกตีพิมพ์ลงนิตยสาร โลกกว้างกลางแจ้ง ปีที่15 / เล่มที่ 171 กันยายน 2550 อ่านต่อ

ที่แรกที่ออกไปหาข้อมูลนั้นอยู่ที่ตลาดนัดปลาสวยงามจังหวัดราชบุรี คนขายต่างบอกกันว่าหน้านี้ไม่มีใครหามาขายกันหรอก  ต้องรอกันถึงหน้าฝนถึงจะมีมาขาย  พอคุยกันไปกันมาชักถูกคอ คนขายจึงได้บอกที่มาของลูกปลาชะโดว่า ก็รับมาจากคนช้อนลูกครอกขายในเขื่อนศรีนั่นแหละ เค้าทำกันเป็นขบวนการจนออกกระบะป้ายแดงกันเป็นแถว หลังจากนั้นพี่พจน์จึงไปหาข้อมูลแหล่งที่สองต่อ ที่นี่ไม่ใกล้ไม่ไกลครับ ตลาดนัดซันเดย์  สวนจตุจักร  ทั้งตลาดมีอยู่200กว่าตัว การปล่อยปลาในครั้งแรกจึงเกิดขึ้น 

              จากการสอบถามไปเรื่อยทำให้ผมได้ข้อมูลจากเพื่อนสนิทชื่อดากานกา อ๊ะม่ายช่าย ชื่อเสี่ยหนูครับ เป็นเจ้าของโรงงานปลากระป๋องที่จังหวัดระยอง  ว่าหากอยากได้ปลาชะโดให้มาเอาที่นี่ได้เลย เพราะเศษปลาที่เหลือจากการผลิต จะมีเจ้าของบ่อเลี้ยงปลาชะโด มาเหมาไปให้อาหารปลาทุกวัน ผมจึงออกเดินทางไปสืบหาข้อมูลต่อไป  เอ๊ะ !!ไปๆมาๆนี่มันชักจะเหมือนรายการ กบนอกกะลาทางช่อง9  เข้าไปทุกที  ต่อครับ  พอผมไปถึงบ่อเลยเกิดอาการงงเล็กน้อย ผมจะมาหาลูกปลา แต่ที่เห็นนี่มันขนาด2-3โลทั้งนั้น  เสี่ยหนูเห็นผมทำหน้างงๆ จึงเชิญ เจ้าของบ่อมาให้ข้อมูลทันที  ผมเลยสอบถามที่มาของลูกปลา จึงได้ข้อมูลว่า รับซื้อมาจากคนช้อนลูกครอกขาย ที่บึงบอระเพชร แล้วก็แหล่งน้ำในละแวกนั้น

 

              แล้วทีนี้มาถึงคำถามให้คิดกันแล้วครับว่า ในเมื่อคนส่วนมากพากันบอกกันว่า เนื้อปลาชะโดไม่เห็นอร่อยเลย แล้วที่เค้าเลี้ยงกันอยู่นี่ จะเลี้ยงกันเล่นๆหรือเลี้ยงเพื่อไปแปรรูปเป็นอาหารประเภทใดแน่ คิดออกไหมครับ ติ๊กต่อกๆๆๆ เอ้า! มาฟังเฉลยดีกว่า ที่เนื้อปลาชะโดไม่อร่อยนั้นมาจากสาเหตุที่ว่า คนที่นำไปทานชอบนำไปเปรียบเทียบกับเนื้อปลาช่อน ซึ่งความเป็นจริงนักตกปลาจะคุ้นลิ้นกับเนื้อปลาช่อนมากกว่าอีกอย่างความแน่นของเนื้อปลาก็ไม่เท่ากัน ผมยกตัวอย่างให้เลยละกันครับ จากการสุ่มตัวอย่างของผม เมื่อนำปลาช่อนกับปลาชะโดขนาดอ้วน ผอม ใกล้เคียงกันขนาด35 ซ.ม. มาชั่งน้ำหนัก ปลาช่อนจะมี นน.โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ9ขีด แต่ปลาชะโดมี นน.โดยเฉลี่ยอยู่ที่7ขีด เท่านั้น  ความเป็นจริงเนื้อปลาชะโดอร่อยรึเปล่า ก็แล้วแต่คนชอบครับ ถ้าใครตกได้ ลองมาทำข้าวต้มปลาทานกันสดๆกันดู รับรองว่าต้องติดใจ 

 

            ส่วนเป้าหมายหลักของเจ้าของบ่อเลี้ยงปลาชะโดอยู่ที่การนำไปแปรรูปเป็นปลาช่อนแดดเดียว อ๊ะ พิมพ์มาผิดหรือเปล่า ไม่ผิดครับ เนื่องมาจากว่า ปลาชะโดมีอัตราการแลกเนื้อที่ดี เลี้ยงง่ายแล้วโตเร็วกว่าปลาช่อน ปลาชะโดจึงกลายมาเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก อ้าว!!แล้วคนซื้อไปทานไม่ทราบเหรอ คนที่ทราบก็มีครับ แต่คนไม่ทราบเมื่อทานเข้าไปก็ไม่เห็นมีใครบ่นเลยซักคน ไม่งั้น เค้าไม่เลี้ยงกันเป็นล่ำเป็นสันหรอกครับ แล้วที่บอกว่าไปเห็นมาบอกว่าเห็นแต่ตัวใหญ่ๆ เค้าเอาไปทำไรกัน อ้อ  ขนาดปลาแดดเดียวที่ตลาดมีความนิยมอยู่ที่ตัวละ6-8ขีด  พอเข้าใกล้หน้าฝน ผู้ประกอบการต่างได้ลูกปลาชะโดมาในเวลาใกล้กัน ระยะเวลาเติบโด แล้วออกมาวางจำหน่ายก็ใกล้กันอีก ทีนี้แหละครับ ปลาแดดเดียวก็ล้นตลาด ราคาปลาแดดเดียวก็ถูกลงเหมือน ลองกอง ภาคใต้ ทำให้มีผู้ประกอบการหัวใสบางคนยอมเลี้ยงให้ใหญ่ขึ้นแล้วส่งออกเมืองนอกอย่างเดียว

 

           ระหว่างนั้นพี่พจน์ไปได้ข้อมูลจากเพื่อนเก่าว่า ที่ลาดกระบังก็มีคนเลี้ยงส่งนอกอยู่เหมือนกัน  จากการเข้าไปดูพบว่า บ่อแถบนั้นผู้ประกอบการไม่ได้มองตลาดปลาแดดเดียวเลย เนื่องจากมีออเดอร์ที่สิงคโปร์รออยู่แล้ว เลี้ยงมาเท่าไหร่โดนเหมาเรียบ เป้าหมายการปล่อยปลาเลยต้องพักไว้ก่อน  มาเข้าเรื่องกันซะที ในเมื่อปลาชะโดโดนยกระดับเป็นปลาเศรษฐกิจไปซะแล้ว อีกหน่อยปลาชะโดจะหมดหรือไม่ หากไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยอย่างจริงจังอย่างที่แล้วมา ลำพังบทความอนุรักษ์ต่างๆคงไม่ได้ทำให้ผู้มีอำนาจ มาอ่านพบแล้วสั่งการทันทีหรอกครับ ปลาคงจะน้อยลงไปกว่าทุกวันนี้ ถ้าทราบเหมือนผมว่า ปีๆนึงเจ้าของบ่อเลี้ยงปลาสั่งซื้อลูกปลาชะโดเป็นจำนวนเท่าใด

 

            มีหลายเสียงพยายามยัดเยียดให้ผมฟันธงมาเลยว่าในเมื่อตัวผมทราบข้อมูลทั้งทางลับและทางแจ้ง แล้วการช้อนลูกปลายกฝูงอย่างนี้ใครได้ประโยชน์หรือเสียผลประโยชน์อย่างไรบ้าง  ขอเรียนตามตรงว่าแล้วแต่ความคิดหรือมุมมองระหว่างนักตกปลากับชาวบ้าน  พอผมนึกๆไปเหมือนในสมัยก่อนที่พรานชาวบ้านออกล่าสัตว์หรือชาวบ้านที่ยังชีพโดยตัดไม้เผาฟืนขาย ต่างใช้ปืนแก๊ปยิงได้ทีละนัดและขวานเป็นอุปกรณ์ทำมาหากิน  เดินล่ากันให้ข้ามวันข้ามคืนหรือใช้ขวานจามต้นไม้ที่ละจึ๊กก็ไม่มีทางหมด แต่พอมีนายทุนตัวบิ๊กๆส่งพ่อค้าคนกลางจากในเมืองมารับซื้อของทุกอย่างเท่าที่ชาวบ้านหามาได้  แล้วนำของไฮเทคโนโลยีจำพวก ปืนไรเฟิล เลื่อยไฟฟ้าจิ๊กซอร์ไฟสปอตร์ไลท์และรถจี๊ปมาให้หยิบยืมกันอีก  อะไรจะเหลือ สัตว์สงวนและป่าไม้บ้านเรายิ่งอนุรักษ์ยิ่งปลูกก็ยิ่งเหลือพื้นที่น้อยลง อย่างที่ทุกคนทราบ ผมไม่ได้ประชดนะครับ เป็นไปได้เหรอครับที่ชาวบ้านตามชายแดนจะบอกว่า เอ้อ มีคนมารับซื้อกระทิงถึงที่เลยเว๊ย ให้ราคาดีซะด้วย งั้นต้องขับรถจี๊บ 4*4  เข้าไปตัวเมืองเบิกเงินที่ธนาคารซักแสนสองแสน แล้วต่อไปกรุงเทพแถวๆวังบูรพาจะไปดูปืนยาวจากเยอรมัน ซักกระบอก ขอขึ้นทะเบียนเสร็จ แล้วค่อยกลับบ้าน

                          ผมว่าลองถ้าพี่พรานมีเงินแล้วคิดงี้ได้ คงไม่ต้องยึดอาชีพล่าสัตว์แล้วล่ะครับ วกกลับมาเรื่องช้อนลูกปลา ลำพังชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำเค้าไม่ทราบหรอกครับ ว่าถ้ามีลูกปลาแล้วจะไปขายทีไหน ขายกับใคร และขนส่งออกไปโดยวิธีใด สุดท้ายพี่ๆชาวบ้านเค้ายิ่งไม่ทราบว่ามันจะน้อยลง เค้าช้อนกันมาเป็นสิบๆปีแล้วครับ แล้วปีต่อไปมันก็เกิดมาให้ช้อนอีก เพียงแต่เค้าต้องขับเรือไปหาไกลกว่าเดิมไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนอะไร ในเมื่อยังมีคนมารับซื้ออยู่เป็นประจำ

 

                            อย่างไรก็ดีบทความอนุรักษ์ต่างๆตามสื่อ  หรือผู้จัดโครงการปล่อยปลาคืนสู่แหล่งน้ำก็อย่าเพิ่งถอดใจกันนะครับ ที่นี่ประเทศไทยอะไรๆก็สามารถเกิดขึ้นได้  เพี๊ยง!!ผมขอให้น้องๆหนูๆเยาวชนที่รักการตกปลา ตั้งใจเรียนหนังสือเก่งๆแล้วไปจบ ดร. ที่เมืองนอก กลับมาเป็นรัฐมนตรีคุมการท่องเที่ยวและกีฬาซะคนเถอะ มาต่อกันฮะ วันนี้ผมมีเรื่องดีๆมาฝากกัน ตอนนี้แฟนๆปลาชะโดไม่ต้องเซ็ง โมโหยามที่ไม่ได้ปลาหรือมาคิดด่าว่าร้ายพวกช้อนลูกครอกอีกต่อไป เมื่อมีข่าวดีออกมาว่า สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดสิงห์บุรี ได้เพาะผสมพันธุ์ปลาชะโดโดยการฉีดฮอร์โมนได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ข้อมูลและรายละเอียดจะเป็นเช่นใด ขอกั๊กไว้ก่อนครับ ครั้งหน้าตามไปดูกันที่งานครบรอบ79ปีประมงไทยกันครับ ลาละฮะ

                                                                                

 ณัฐวุฒิ บันทึกเมื่อ 28/10/48

Post Comments





XHTML allowed: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <code> <em> <i> <strike> <strong>

* Required. Your email will never be displayed in public.