Posted on 01.22.08 9:38AM under trip, แพท่ามะกา K.C. Camping Lakes
เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก แพท่ามะกา หนึ่งในสุดยอดของที่ตกปลาชะโดเมืองไทยในเวลานี้ด้วยเหตุผล ระยะทางเพียง 1 ชั่วโมงจากกรุงเทพ ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย นอนห้องแอร์ และที่สำคัญ ปลาชะโดที่นี่ดุมาก เล็กใหญ่กัดเอาตายเสียงสนั่นหวั่นไหวทุกครั้ง ตามที่น้าตุ้ย หรือคุณณัฐวุฒิ แกบุกไปทั่วไทยเพื่อเสาะหาที่ตกปลาชะโด และเขียนลงในหลายสื่อที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าคงมีใครหลายคนอยากรู้ประวัติความเป็นมาของแพท่ามะกานี้ ซึ่งเรื่องนี้ถูกถ่ายทอด ออกมาโดยน้าตุ้ย และถูกตีพิมพ์ลงนิตยสาร เย่อกับปลา ในเดือน 12 ปลายปี 2549 นั่นเอง
เคยบ้างไหมครับที่แหล่งน้ำที่คุณเคยออกตกปลาเป็นประจำมีการเปลี่ยนแปลงไป ทุกๆฤดู ทุกๆปี สภาพของหมายจะมีการสลับสับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ตัวผมนั้นจะเรียกว่าเป็นคนโชคดีมากที่ได้ออกไปเจอรีสอร์ทที่เป็นแพพักส่วนตัวเข้าโดยไม่ค่อยบังเอิญซักเท่าไหร่ ที่แห่งนี้ ตอนช่วงที่ผมยังเป็นวัยรุ่นนั้น เมื่อปิดเทอมผมจะเข้าไปนั่งตกปลาเกล็ดเล่นเป็นประจำ
จวบจนวันหนึ่ง เมื่อผมเปลี่ยนสไตล์มาเป็นการตกด้วยเหยื่อปลอม เมื่อผมเดินไปรอบบ่อหรือไม่ก็จะใช้เรือติดเครื่องมอเตอร์ทรอลลิ่งเป็นพาหนะในการตกปลา บางครั้งนั้นหากเจอที่ตื้น ผมจะใส่รองเท้ายางแล้วเดินลุยลงน้ำไปเหวี่ยงเบ็ดเอาดื้อๆเลย อย่างหลังนี่อิทธิพลมาจากการได้ดูวีดีโอการตกด้วยเหยื่อ ฟลายในสมัยนั้น และจากนิสัยชอบจดบันทึกของผมตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นนั้น ผมจะบันทึกไว้ตลอดเลยว่า วันที่ไปตกได้ปลาจำนวนเท่าใดได้บริเวณไหนเหยื่อที่ได้เป็นเหยื่อผิวน้ำหรือเหยื่อดำน้ำ การจดสถิติของผมในวัยเด็กนั้น ไม่น่าเชื่อว่า มันจะให้ประโยชน์ในภายหลังอย่างมากมาย เพราะเมื่อผมได้มีโอกาสนำ ซาวเดอร์ ไปวัดระดับน้ำทั่วทั้งบ่อ แล้วกลับมานั่งอ่านบันทึกออกตกปลาของผมจึงได้ทราบว่า สาเหตุที่ผมได้ปลาจากจุดที่จดสถิติไว้เพราะเหตุใดจึงได้ปลาขึ้นมามากกว่าจุดอื่นหลายเท่าตัว
จากครั้งแรกที่ผมเข้าไปเยี่ยมเยียนนั่นผ่านไปกว่า10ปี ผมยังจำความรู้สึกครั้งแรกที่มึนงงกับสถานที่แห่งนี้ มันเป็นบ่อที่ตั้งใจขุดขึ้นมาเพื่อการพักผ่อนของเจ้าของสถานที่ ลักษณะของบ่อไม่ได้เป็นอย่างเช่นบ่อ4เหลี่ยมทั่วไป ส่วนที่กว้างที่สุดของบ่อนี้กลับอยู่ด้านหน้า ด้านอื่นๆกลับเป็นพื้นน้ำที่ส่วนเว้า ส่วนโค้งต่างๆเหมือนย่อส่วนตามเขื่อนต่างๆมาไม่มีผิด ส่วนระดับน้ำในน้ำ เมื่อทำการวัดระดับน้ำต้องแปลกใจมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจาก ส่วนที่ลึกของบ่อไม่ได้อยู่ที่กลางบ่อ เหมือนบ่อทั่วๆไป แต่กลับเป็นริมขอบบ่อ และบริเวณใต้แพพักที่ใช้พักผ่อน ส่วนระดับน้ำในบ่อนั้น จะเต็มอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากขุดมาเพื่อดักทางน้ำไว้ใช้ในปีที่แล้งจริงๆ ระดับน้ำจึงเป็นไปตามฤดูกาลที่ธรรมชาติกำหนด
ก่อนหน้านี้ เจ้าของสถานที่ได้นำพันธ์ปลากินพืชมาปล่อยไว้เป็นจำนวนมาก และปลาที่เป็นตำนานของที่นี่คือ ปลาบึกขนาดใหญ่ 1 ฝูงย่อมๆ น้ำหนักเฉลี่ยโดยประมาณอยู่ที่100กิโลกรัม คำบอกเล่าจากปากเจ้าของสถานที่นั้นไม่ได้สร้างความตื่นเต้นให้ผมเลยเมื่อได้รับรู้ในครั้งแรก แต่ที่ต้องมารู้สึกคันไม้คันมือ เนื่องมาจากเป็นวันที่ผมได้เข้าไปหาเจ้าของสถานที่แล้วไปเปิดลิ้นชักห้องนอนเพื่อหาซีดีลับเฉพาะกิจ สายตาที่อ่อนโยนของผมดันไปค้นพบอัลบั้มปล่อยปลาบึกเข้าโดยบังเอิญ ไม่ว่าจะดูรูปมามุมไหน เหลี่ยมใด มันก็คือสถานที่นี้ชัดๆ มีปิดเทอมอยู่ปีหนึ่งผมและเพื่อนคู่ใจเข้าไปนั่งเฝ้าปลาบึกอยู่10วันกับคันชุดเบทคาสติ้งขนาด30ปอนด์10ชุด หมดรำไปไม่น่าต่ำกว่า300กิโลกรัม ปลาที่เข้ามาตอมฝูงรำ เข้ามาจวบจนจะหมดบ่อ แต่ปลาบึกใหญ่ที่ผมต้องการกลับไม่เข้ามากินเหยื่อซะอย่างนั้น การจะสร้างตำนานปลาบึกยักษ์ของผมจึงจบเร็วกว่าที่คิด เนื่องจากสูดดมรำแห้งเข้าไปจนเป็นโรคภูมิแพ้เข้าไปนอนโรงพยาบาลอยู่เกือบอาทิตย์ เวลาผ่านมา จวบจนเมื่อหลายปีก่อน มีเพื่อนสนิทผมอีกคนที่ได้ตามเข้าไปนั่งพักผ่อนด้วย ได้หยิบเบ็ดปักที่หลงๆอยู่บนหลังรถของเค้าติดมือลงมา เมื่อไม่อะไรทำจึงเอาเบ็ดปัก2-3อันนั้น เกี่ยวเหยื่อลูกปลากระดี่ที่อยู่ใต้แพนั้นแล้วมาปักเล่นตามริมฝั่ง สิ่งที่ทำให้แปลกใจตามมา ในช่วงเวลาเพียง 1คืน เบ็ดปัก2-3ชุดนั้นจะเป็นพระเอกไปทันที่ในทริปนั้น เพราะได้ปลาช่อนขนาดต่างๆขึ้นมาเกือบ20ตัว
ในขากลับบ้านนั่นเอง ผมนั่งคิดมาตลอดทางว่า ในเมื่อการจะสร้างตำนานปลาบึกยักษ์นั้นจบลงไปนานแล้ว ตัวผมต้องสร้างตำนานต่อไปขึ้นมาด้วยตนเอง ผมจึงหาอ่านคอลัมน์ตกปลาด้วยเหยื่อปลอมอย่างจริงจัง ประกอบกับการออกไปลองผิดลองถูกกับชุดอุปกรณ์ไปเรื่อย ในที่สุด ผมก็ได้มีโอกาสกลับมาตามล่าหาฝูงปลาล่าเหยื่อที่แหล่งน้ำแห่งนี้ แพท่ามะกา คือชื่อที่ผมจะใช้เรียกแหล่งน้ำนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่ง บทความต่อไป อาจจะกล่าวถึงจนรู้สึกชินตาในที่สุด
ช่วงต้นปีที่แล้ว มีเพื่อนตกปลารุ่นใหญ่ของผมได้รับเชิญเข้าไปเยี่ยมเยือนในแหล่งน้ำนี้ ถึงกับนั่งซี๊ดปากอย่างเสียดายมาก เมื่อได้ทราบว่า ไม่มีปลาล่าเหยื่อสายพันธ์โหดของเมืองไทยที่ชื่อว่าปลาชะโดสิงเป็นเจ้าพ่อ ที่แหล่งน้ำนี้ เมื่อว่างจากการตกปลา จึงมีการหยิบยกนำเรื่องปลาล่าเหยื่อพันธ์ต่างๆ มาปล่อย อยู่บ่อยครั้ง เมื่อผมได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเจ้าของรีสอร์ทในแหล่งอโคจรแถวถนนรัชดา การหยิบยกแม่น้ำทั้ง5มาหว่านล้อม เรื่องการปล่อยปลาล่าเหยื่อจึงผ่านฉลุย การทยอยปล่อยปลาล่าเหยื่อต่างๆจึงเริ่มต้นและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ จนเป็นที่รู้กันระหว่างเพื่อนๆที่ออกตกปลาด้วยกันฝ่ายเดียวว่า เมื่อถึงหยุดตามเทศกาลติดๆกันหลายวันเมื่อไหร่ ผมจะถูกตามตัวเข้าไปเป็นไกค์นำทางเข้ามาที่นี่ทุกครั้ง ก็แล้วแต่จะหาเหตุผลกันไปต่างๆนาๆ แล้วหากตัวผมติดขัดอะไรก็แล้วแต่ เรื่องต่างๆจะถูกแก้ปัญหาไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายซะเหลือเกิน ดังนั้นในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา การออกทริปตกปลาของตัวผมจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนไม่น่าเชื่อ
อย่างครั้งนี้ เมื่อรวบรวมเหล่าผู้กล้ากันได้พอสมควร พวกผมจึงพากันเข้าไปตกปลาตั้งแต่เช้าวันเสาร์ คนที่ยังไม่เคยมาเยือนที่แห่งนี้ ผมจะมีการเกริ่นนำถึงตำนาน ฝูงปลาบึกและปลาล่าเหยื่อพันธ์ต่างๆให้ฟัง ตัวผมไม่แน่ใจแล้วว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่ผมได้มีโอกาสถ่ายทอดจากปาก เนื่องจาก แต่ละปีนั้น มีผู้ที่อยากมาท้าทาย การออกตกปลา ณ ที่แห่งนี้ เป็นจำนวนมากจนผมเริ่มขี้เกียจจะนับ
“ใหญ่หนะ ขนาดไหน ปลาบึกที่บอก แล้วเคยได้ตัวมายัง” เสียงแรกมาจาก เกรียง สิบไม้ ผู้กล้าจากย่านงามวงศ์วาน
“เคยเห็นแต่ในรูปก็ขนาดขนาด2-3คนอุ้ม100โลได้มั๊ง” ดูจากโฆษณาบึงสำราญในหนังสือจนชินตาละ
“ แล้วมานี่จะให้ตกปลาอะไรหละ” เอ๊ก ออสการ์ เริ่มจี้มาทีละนิด
“ปลาช่อน ปลาชะโด เปคู เทโพ เทพา ปลากราย ประมาณนี้หละ”ตอบไป เท่าที่จำได้
“แล้วแต่ชอบ แต่ที่นี่ไม่ต้องเป็นห่วง จะใช้ดำลึกดำตื้นก็ตามสบายเลย” ตอบแบบค่อนข้างครอบคลุม
เนื่องจากใต้น้ำที่นี่แทบไม่มีอุปสรรคขนาดใหญ่อะไรใต้น้ำเลย ทำให้ง่ายต่อการใช้เหยื่อทุกประเภท ต่อให้ลากติดอะไรใต้น้ำ จะสามารถนำเหยื่อตัวเก่งให้หลุดออกมาจากอุปสรรคใต้น้ำได้ง่าย เมื่อเงยหน้าขึ้นมาปรากฏว่าแต่ละคนออกไปตกปลากันเรียบร้อยแล้ว ใครไวกว่าก็ได้ออกเรือ ส่วนใครที่จัดเตรียมอุปกรณ์นานก็ต้องออกเดินเลียบไปทางริมฝั่ง ส่วนผมนั้นนั่งรอเวลาเพื่อจะออกรอบในเวลาเย็นอยู่ที่แพ ไม่นานนัก เอ๊ก ออสการ์ หนึ่งในทีมผู้กล้า ก็วิ่งเรือเข้ามาโหวกเหวกที่แพ เสียงดังพอดู
“อ้าว เห้ย ที่แพมีใครอยู่มั่งงงงงงง” เสียงคนเรามักจะดังแบบไม่รู้ตัว เมื่อดีใจอะไรเป็นพิเศษ
“มีไรฟะ คนจะหลับจะนอน มีไรเล่ามาละเอียดๆเลยมา” อย่างที่คิดไว้ มันต้องได้ปลาแหงๆ
“ได้ปลาช่อนมา1ตัวได้บริเวณเขื่อนกั้นน้ำa เหวี่ยงย้ำมี่เดิมประมาณ5ทีกินเหยื่อเหลาเอง ทรงแฟทแรปดำลึก 6ซม ลากให้ลิ้นเหยื่อ ขูดพื้น มาเรื่อยๆ ตื่นขึ้นมาถ่ายรูปให้หน่อยดิ” ละเอียดดีมาก ไม่พูดเปล่าแถมยังถอดเสื้อออกมาโชว์กล้ามซะด้วย
“เออ เห็นละ อย่าโชว์มาก อายเค้า” ผมตอบเสร็จแล้วนอนต่อทันที
พี่พจน์ที่วนเรือคงจะได้ยินเสียงคนคุยกันเลยขับเรืออีกลำเข้ามาแวะดู
“ปลามันไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนเนี่ย หญ้าริมน้ำไม่ค่อยรกนะ ปลาก็ไม่ค่อยเห็นตัวเลย เหวี่ยงที่เขื่อนศรี ไม่เคยเงียบอย่างนี้นะ”พี่พจน์ ผู้บุกไปสร้างตำนานปลาชะโดทั่วประเทศเริ่มจะของขึ้นซะแล้ว
“ต้องหาทางกันหน่อยแล้วหละครับ พี่บอกชะโดชอบอยู่ลึกไม่ใช่เหรอฮะ พี่ไปแถวไหนมา มั่งฮะ”ถามข้อมูลซักหน่อย
“แถวสะพานปลาโอ๊ะ ไม่ใช่ฮะ อยู่ในน้ำนี่แหละครับ ตอนปล่อยพี่ก็มาปล่อยกับผม ผมจะไปรู้ได้ไงหละฮะ” มีคนกล่าวไว้ว่า หากโดนคนสูงอายุทำร้ายร่างกาย มักจะโดนฟรี เมื่อคิดได้ผมเลยเดินเลี่ยงไปห้องน้ำทันที
ครั้งนี้ พี่พจน์ นำเครื่องซูซูกิ 6แรงม้า ติดมาด้วย แล้วต้องลองเครื่องกันเป็นธรรมดา แต่พี่พจน์นี่ขับรอบบ่อที3-4รอบ เพื่อลองเครื่องแล้วค่อยเข้าหมาย แล้วปลาที่มันเคยอยู่อย่างเงียบสงบทุกวัน มันจะไม่แตกตื่นได้อย่างไรกันครับ กระซิปไปคงจะใช้ที่ นิ่งไว้ดีที่สุด
เกือบจะ6โมงเย็น เหล่าผู้กล้าทั้งหลายเริ่มทยอยกลับมา ด้านหลังแพนั่น เฮียเต้และ เกรียง สิบไม้ เดินซึมๆเข้ามา ส่วนด้านหน้า คนที่ออกเรือ เริ่มขึ้นมาบนแพอย่างเหน็ดเหนื่อย ผมนั่งรอซักพัก ให้คลื่น บนน้ำเงียบซักครู่ แล้วจึงพายเรือออกไปด้านซ้ายของ อย่างเงียบเชียบ เมื่อเลี้ยวไปทางด้านซ้าย ตรงนั้นจะมีอ่าวเล็กๆเว้าเข้าไปอยู่อ่าวหนึ่ง ที่ผมหมายตาไว้ตั้งแต่ขามา ซึ่งคลื่นเรือไม่น่าจะเข้าไปถึงอ่าวนี้ได้ แสงเริ่มอ่อนตัว ส่วนลมนั้นนิ่งสงบ อากาศเริ่มคลายตัวจากความร้อน ผมจึงเริ่มเหวี่ยงเบ็ดโดยเริ่มจากด้านซ้าย ไปก่อน โดยจะเหวี่ยงย้ำอยู่ที่เดิมซัก3-4ครั้ง แล้วจึงขยับเรือไปอีกที5เมตร หลังจากที่ผมขยับเรือมาได้ซักพัก ก็มีปลาชะโด ขนาดพอสมควร เข้ามาฮุบเหยื่อแบบ โป้งเดียวอยู่ แล้วความสนุกได้บังเกิดขึ้นทันทีเพราะว่า เรือที่ผมพายออกไปนั้นเป็นเรือไฟเบอร์ขนาด11ฟุต ความเบาของเรืออยู่ที่วัยรุ่นยกกัน2คนสบายเลย เมื่อปลาติดเบ็ดแล้วมันก็พาผมวนไปเรื่อยแล้วแต่มันจะพาไป จนผมรู้สึกว่ามันอ่อนแรงเมื่อมันขึ้นมาจิบอากาศหายใจ ผมพยายามเพ่งไปที่ตัวเหยื่อ เมื่อเห็นว่า ตะขอติดปากด้านบน จึงโหมอัดมันขึ้นมาจนได้ เมื่อนำกลับมาถ่ายรูปที่แพ จึงรีบจ้ำเรือกลับมาอย่างรวดเร็ว
“รู้ได้ไงว่ามันอยู่ตรงนั้น แล้วมันกินตอนเย็น” เอ๊กซ์ ออสการ์ เข้ามาช่วยจัดท่าถ่ายรูปให้ผมทันที
“มั่วเอา ใครจะไปรู้ เห็นตรงนั้น มันเงียบๆดี แค่นั้นเอง น้ำตรงนั้นก็ไม่ลึกนะ ประมาณเมตรครึ่ง” ผมตอบไปตามจริง
“ถ่ายรูปเสร็จช่วยปลดให้ด้วย ผมไม่กล้าจับ แล้วปล่อยไปให้มันอยู่ที่นี่แหละ โตได้ขนาดนี้ดีใจจนจะแย่”
เพราะตอนที่ผมนำปลาชะโดชุดนี้มาปล่อย มันมีขนาดเพียงแค่คืบเดียวแค่นั้น ไม่นึกว่า มันจะมาเป็นคู่ต่อสู้ที่ดีในวันนี้ ตกกลางคืนเมื่อไม่มีอะไรทำ เฮียเต้จึงนำไพ่ออกมาดูดวงให้น้องๆ นัยว่าไพ่ชุดนี้ ต้อง 4ขา ถึงจะดูแม่นสุด ระหว่างนั้น พี่พจน์ ไม่มีไรทำ จึงเอาไฟฉายแรงสูงไปเดินส่องรอบแพเล่น จนเจอปลาช่อนขนาด1คืบ ลอยตัวขึ้นมาไล่กินลูกปลาซิวอย่างเมามันส์โดยไม่ทราบเลยว่า มีนักล่าอยู่บนแพหลายชีวิต เมื่อมาเจอ เกมส์การเอาชนะปลาช่อนจึงเริ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อฟลายตัวจิ๋ว มินิแฟตแรป สปินเนอร์เบอร์ศูนย์ หรือจะเป็นเหยื่อสุดยอดไม้ตายอย่างสปูนซุปเปอร์จิ๋ว มันไม่มีคำว่าสนทั้งนั้น เอามาหย่อนจนแทบอยากจะเอาตะขอสามง่ามไปกระตุกใส่คางมันซะเหลือเกิน ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เฮียเต้เห็นว่า การดูดวงอาจจะต้องยืดเยื้อ จึงไปเดินก้มๆตามพื้นหาแมงเม่ามาเกี่ยวเบ็ด หย่อนไปไม่ถึง5วินาที ปลาช่อนตัวนั้นก้อขึ้นมาสู่เงื้อมมือมารจนได้
“เอ้า ถ่ายรูปกันเสร็จ ก็มาให้ดูดวงกันต่อ” พ่อหมอเต้เริ่มเร่งขาไพ่ เอ้ย ลูกศิษย์
แล้วการถ่ายทำปลาให้ดูใหญ่ขึ้นก็เริ่มต้นขึ้น พี่พจน์หยิบเอาขวดน้ำปลากับขวดซอสหอยนางรมขนาดจิ๋วออกมาจากกระเป๋า ซึ่งเตรียมมาจากบ้านเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เมื่อถ่ายทำกันเรียบร้อยจึงปล่อยปลาช่อนตัวน้อยไปสู่ที่เดิมอย่างนุ่มนวล เมื่อกิจกรรมยามดึกเสร็จสิ้น จึงแยกย้ายเข้านอนกันเพื่อเอาแรงในการประกอบกิจกรรมวันพรุ่งนี้
พี่พจน์และ ติ๊ก แลคโต เซลล์อาหารเสริมแถบภาคอีสาน ซึ่งเพิ่งมาเจอกันเป็นครั้งแรก ไม่ทราบว่าแอบไปนัดแนะกันเวลาไหน ต่างตื่นเช้าลงเรือไปตีเหยื่อผิวน้ำทางด้านหลังประตูระบายน้ำ a และb กันตั้งแต่เช้ามืด เมื่อเห็นว่าไม่มีตัวอะไรมาไล่งับเหยื่อ จึงค่อยๆเลาะไปที่อ่าว4เหลี่ยมตรงข้ามแพที่พัก แต่สุดท้ายก็เก็บแห้วกันมาทั้งคู่
ช่วงสาย ผมจึงเดินเมาขี้ตามาช่วยเพื่อนๆหุงข้าว จนรับประทานอาหารพร้อมหน้ากันเสร็จ จึงมารวมตัวเพื่อแลกเปลี่ยนเทคนิคการตกปลาเล็กน้อย
“ผมว่าไอ้ชะโดนี่มันต้องอยู่ตรงกลางบ่อ เพราะกลางบ่อจะต้องลึกกว่าริมฝั่งแน่” ติ๊ก แลคโต เริ่มแสดงทัศนะ
“แล้วปลาช่อนมันไปอยู่ตรงไหนกันหมดเนี่ย ไหนบอกว่าเยอะตัว ไม่ใช่เรอะ อย่าลีลา บอกมาดีกว่าน่าว่าปลามันซุ่มอยู่ตรงไหน” พี่พจน์ ผู้ใหญ่ตื่นเช้า เริ่มทำตาเขียวมาด้วย
“แล้วไอ้รูปปลาที่ก่อนหน้านี่เอามาโชว์ ตกมายังไง” เอ๊ก ออสการ์ สงสัยเหมือนกัน
“เบ็ดปัก เอ้ย ตกเอาสิ อยากได้ตัวนักใช่มะ ไปที่หน้าคลองระบายน้ำaเลย ใช้กระดี่เหล็ก หรือสปูนตรงนั้น จะเป็นเนินกลางน้ำลาดมาเรื่อยมาหาฝั่ง ไปช่วยๆกันยืนเหวี่ยงแปบเดียวเดี๋ยวต้องได้ตัว แต่บอกอีกนิด ตรงนั้นเรียกว่าหมายมือใหม่ ทำใจได้ก็เชิญฮะ” แต่เหมือนหมายนี้จะถูกมองข้ามไป เมื่อมีคำว่าหมายมือใหม่มาเกี่ยวข้อง
ช่วงบ่ายผมจึงนั่งพักผ่อนอยู่บนแพเพราะผมสบายตัวไปแล้ว เมื่อไม่มีอะไรทำจึงคอยนั่งคุยกับเพื่อนๆที่เดินเข้ามาพัก คอยช่วยแนะนำเหยื่อที่น่าใช้ และนั่งถ่ายรูปเพื่อนร่วมทริปไปในตัว ซึ่งพอใครได้ปลาก็จะเดินเข้ามาให้ผมปลดปลากับช่วยถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ก็ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงเท่าใดนัก
การเข้ามาเยี่ยมแพพักท่ามะกาในครั้งนี้ ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมเฝ้าคอยจดสถิติปลาที่ขึ้นมาได้ ระดับน้ำ80%ของบ่อดูจะทำให้หมายตกปลาเพิ่มขึ้น เรื่องนี้อาจจะเป็นผลดี ผลเสียก็ควรจะมีคือปลาจะกระจายเข้าซุกตามริมฝั่งที่มีกอหญ้าขึ้นสูง และครั้งนี้เพื่อนๆทุกคนดีใจเป็นอย่างมากเมื่อได้เห็นว่าปลาล่าเหยื่อชนิดต่างๆที่เรานำมาปล่อยนั้น สามารถเข้ากับสภาวะแวดล้อมในแหล่งน้ำนี้ได้เป็นอย่างดี แล้วยังสามารถเติบโตได้รวดเร็วจนน่าตกใจ สำหรับรีสอร์ทแห่งนี้ อีกไม่นานจะเปิดให้นักตกปลาเข้ามาพักผ่อนแบบเหมากันเป็นหมู่คณะ ขอบขอบคุณ พี่ต้นและคุณคิมเป็นอย่างมาก ที่คอยอำนวยความสะดวกในการเข้าไปพักผ่อนทุกครั้ง ออกตกปลารักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ ลาละฮะ
โดย ณัฐวุฒิ บูชนียพงศ์
พิมพ์เมื่อเดือน 9 ปี2549
XHTML allowed: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>
* Required. Your email will never be displayed in public.